• Num | Sahathust

3 สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง

พวกเราคิดว่าในปัจจุบันการทำตลาดออนไลน์ หรือ Digital Marketing นั้นทำได้ยากขึ้นมั้ยครับ หลายคนอาจจะสังเกตว่า ทำไมโฆษณาออนไลน์ เราถึงไปไม่ค่อยถึงกลุ่มเป้าหมายบนเฟสบุ๊คเลย บางคนบอกยิง Ads ไปแล้วไม่เห็นมีใครมาซื้อเลย บางคนบอกว่ายิงผ่าน IG ดีกว่า บนFacebook เพราะบนเฟสตลาดตายไปแล้ว (มีผู้ใช้อยู่ 3000 พันล้านคน ไม่น่าจะเงียบขนาดนั้นนะ ) หรือหลายคนมองหาช่องทางใหม่ๆเพื่อให้ได้ลูกค้า ได้ซื้อสินค้าของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดคงไม่ใช่ เทคนิคหรือวิธีการ แต่เป็นสิ่งที่พวกเราเรียกว่า แผนกลยุทธ์ มากกว่าครับ เราควรมาทำความเข้าใจ 3 เรื่องที่สำคัญก่อนลงมือทำการตลาดออนไลน์กันดังนี้


3 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนทำการตลาดดิจิตอล | noonnum.com

เราต้องบอกตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราจะขายสินค้าตัวนี้ให้ใครครับ สินค้าหรือบริการแต่ละอย่างมีลูกค้าของเขาเองอยู่ ยกตัวอย่าง กาแฟอเมริกาโนร้อนหนึ่งแก้ว(Black Coffee) ในร้านกาแฟอเมซอนที่อยู่ในปั้มปตท. ลูกค้าคือนักเดินทาง นักท่องเที่ยว มีเวลาไม่มากในการ แก้วเล็ก 35 บาท แก้วใหญ่ 45 บาท แตกต่างจากกาแฟดำหนึ่งแก้วในร้านสตาร์บัคส์ขนาดกลาง 110 บาท ลูกค้าคือคนที่ต้องการความเงียบ บรรยากาศที่โล่งๆ เหมาะกับการคิดงาน วางแผนงาน หรือคุยงานที่สำคัญๆกัน มีปลั๊กไฟให้เสียบทำงานได้ น้องๆนักศึกษาบางคนบอกว่า ไปอ่านหนังสือที่สตาร์บัคส์ เนื้อหาเข้าหัวมากกว่า นั่งอ่านหนังสือที่ร้านกาแฟอเมซอน สินค้าแต่ละอย่างจะมีลูกค้าของมันเอง เราลองให้เวลาถามคำถามนี้กับสินค้าหรือบริการของเราดูก่อน ก่อนที่เราจะลุยขาย


การตลาดออฟไลน์และการตลาดออนไลน์นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน สิ่งที่มักจะผิดพลาดคือ เรามักจะแยกเรื่องคิด แยกการลงมือทำให้เหมือนกับของที่แยกกันอยู่ ไม่ใช่ร้านเดียวกัน หน้าร้านจริง หรือร้านออนไลน์แยกกันอย่างชัดเจนเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำครับ เราอาจจะตกหลุมพลางของดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งได้ เราจำเป็นต้องคิดในมุมรวมให้ได้ว่านั้นคือการตลาดทั้งหมด การทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ ต้องเริ่มจากต้นทางไปยังปลายทาง ตลอดเส้นทางที่ลูกค้าเจอ ขอยกตัวอย่าง รถยนต์รุ่นใหม่คันหนึ่งอาจจะปรากฏตัวในงานมอเตอร์โชว์ ต่อมาในโชว์รูม ต่อมาในมือถือของลูกค้า ต่อมาจากการรีวิวของ Influencer หลังจากนั้นเราก็ยิงไปให้คนที่คิดว่าเหมาะกับรถคันนี้ ส่งบัตรเชิญทดลองไปทางอีเมล์ และส่งจดหมายตอบรับสิทธ์ นำรถไปให้ลูกค้าทดลองถึงบ้าน ให้เขาได้เลือก ให้เพื่อนบ้านได้เห็นและรู้สึกว่าเพื่อนบ้านจะซื้อรถใหม่แล้ว กระตุ้นความอยากได้ของเขา เพราะคนที่คล้ายกันมักมีบ้านบริเวณเดียวกัน ติดตามการขายผ่านทางออนไลน์ ลูกค้าทำการสั่งจองรถ ในระหว่างที่ลูกค้ารอรถให้ส่ง รายละเอียดขั้นตอนการผลิตไปให้มากที่สุดผ่านทางอีเมล์ หลังจากได้รับรถคันดังกล่าวให้ สร้างจุดเชื่อมต่อโดยส่งบัตรเชิญไปงานต่างๆ ทางจดหมายเพื่อให้รถคันดังกล่าวไปในที่ๆ ลูกค้าที่มีรสนิยมและการใช้ชีวิตใกล้เคียงกับเขาไปกัน ในระหว่างนั้นก็สร้างกลุ่มลูกค้า (Custom Audience) ที่มีลักษณะเหมือนลูกค้าท่านนี้ และยิง Ads ไปรอบใหม่ เป็นต้นครับ


ในช่องทางโฆษณา(Channel) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ หรือ ออฟไลน์ พยายามไม่ใช่ชิ้นงานเดียวกันครับ ถ้าทางที่ดีต้องหมั่นเรียนรู้ว่าแต่ละช่องทางเขาต้องการ Ads แบบไหน ภาพนิ่งแบบไหน วีดีโอแบบไหน หรือความยาวของข้อความได้แบบไหน Google Facebook IG Line Youtube Twiter Pantip Blockdit หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ แต่ละ่ช่องมีจุดเด่นและคนเล่นของตัวเอง สินค้าหรือบริการบางอย่าง อาจจะต้องหมั่นเข้าไปศึกษาว่า เราสามารถเข้าไปได้มั้ย เขาเล่นกันอย่างไร คุยกันอย่างไร ลงโฆษณากันอย่างไร แต่ละช่องทางนั้นมีธรรมชาติของเขาอยู่ ถึงแม้ว่าเราจะทำการตลาดแบบต้องการลูกค้าออร์แกนิค(ลูกค้าที่ไม่ได้มาจากการซื้อAds) หรือการทำตลาดที่เน้นให้คุณค่าให้กับลูกค้า (Inbound Marketing) นักการตลาดก็จำเป็นที่จะต้องเล่นและเรียนรู้แพลตฟอร์มนั้นอย่างต่อเนื่องครับ ธรรมชาติของดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งนี้ ต้องรักการเปลี่ยนแปลงที่จะไปต่อได้ครับ


เราไม่จำเป็นต้องหานักการตลาดดิจิตอลฝีมือเยี่ยม มาทำให้ธุรกิจของเราเติบโต ตัวเราเอง ที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ก็ควรจะตระหนักถึงการทำตลาดในยุคปัจจุบันนี้ หมั่นเข้าไปศึกษา เข้าไปลองทำดู ถูกผิด ได้ประสบการณ์จากมัน วางแผน ลงมือทำ นำผลลัพธ์ กลับไปวางแผนและลงือทำใหม่ ขอฝากคำพูดที่ผมชอบมากของ สตีฟ จ๊อบ ที่เคยกล่าวไว้ในงานจบการศึกษาของนักศึกษามหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดเป็นคำกล่าวสั้นๆนั้นคือ

"จงทำตัวให้กระหาย และไม่รู้ตลอดเวลา (Stay Hungrey Stay Foolish)”

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่สนใจอยากมีเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และวางแผนเพื่อทำการตลาดดิจิตอล ลองมาคุยกับเราหนุนนำก่อน ก่อนที่จะลุยขายของครับ คลิ๊กที่ลิงค์นี้เลย หรือติดต่อเราได้ที่ Line @noonnum

7 views0 comments