• Num | Sahathust

9 เทรนด์ Digital Marketing Tech 2020 ที่ทุกธุรกิจต้องมี


เข้าสู่ปี 2020 กันแล้ว มีหลายคนแสดงความเห็นว่า จะเป็นปีที่เผาจริงๆไม่เผาหลอกเหมือนปี 2019 ที่ผ่านมา แล้วพวกเราจะเตรียมตัวกันอย่างไรดี เพื่อจะให้ผ่านปี 2020 กันไปได้ ต้องรอด และต้องรุ่งด้วย วันนี้หนุนนำก็จะมาเล่าให้ฟังว่าธุรกิจของเราควรมี ควรติดอาวุธ หรือมีเทคนิคทางด้านดิจิตอลอะไรบ้าง ที่จะทำช่วยเพิ่มการสั่งซื้อ ให้ลูกค้าประทับใจในบริการ ในเทรนด์นี้ส่วนใหญ่จะเป็นเทคนิคนิดหน่อย เรามาเริ่มกันเลยครับ


1.ReMarketing & ReTargeting ที่ฉลาดขึ้น

เจ้าไหนจะเรียกว่าอย่างไร ทั้งสองแบบก็ทำหน้าที่เหมือนกัน คือ ติดตามลูกค้าที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมเราบนเว็บไซต์ ให้กลับมา ตัดสินใจซื้อ หลายคนคงได้ยินคำว่า Remarketing กันจนเบื่อ ฟีเจอร์นี้เป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจจำเป็นต้องมีครับ ในปัจจุบันเทคโนโลยีดีขึ้นกว่าเดิมมาก โดยเราสามารถแบ่งจำแนกลูกค้าที่เข้ามาดูสินค้าแต่ละตัวได้เลย ยกตัวอย่าง ถ้าเราเคยเข้าไปเลือกโรงแรมผ่าน agoda.com และเรามักจะเห็น Adsของโรงแรมที่เราดูไว้ปรากฏขึ้นในระหว่างที่เราเล่นอินเตอร์เน็ตนั้นแหละครับ ความสามารถของ Remarketing เมื่อก่อนเราแสดงผลได้แค่ Banner ของเว็บไซต์หรือธุรกิจเราเท่านั้น แต่ปี2020 นี้เราสามารถทำ Personalized Advertising หรือ โฆษณาที่ออกแบบสำหรับบุคคลคนหนึ่งได้ โดยผ่านการทำ Dynamic Remarketing ซึ่งเป็นการทำรีมาร์เกตติ้งที่สามารถส่งข้อมูลกลับโดยดูจากพฤติกรรมของลูกค้าว่ากำลังทำอะไรอยู่บนเว็บไซต์ของเราเช่น กำลังอ่านรีวิว กำลังจะกดซื้อแล้วตัดสินใตไม่ซื้อ หรือ ตัดสินใจไม่ได้ระหว่างสินค้าสองตัวแล้วหยุดการสั่งซื้อ Ads ที่จะไปตามเขากลับมาก็จะแตกต่างกันครับ


2. รู้จักกับ Custom Intent Audience ของกูเกิล

ด้วยเทคโนโลยีของกูเกิลในปัจจุบัน จากการที่นำ AI เข้ามาช่วยเก็บพฤติกรรมของลูกค้าของเราทำให้ Ads แสดงผลได้ฉลาดขึ้น เมื่อในอดีต เราจำเป็นต้องสร้าง Keyword โดยเดาใจว่าลูกค้าชอบพิมพ์ถามอะไร ถ้าเดาถูก Ads ของเราก็จะแสดงผลขึ้น แต่ปัจจุบันกูเกิลมีความสามารถมากกว่านั้น คือจะนำ Ads ของเราไปแสดงผลให้คนที่คิดว่าเขาน่าจะสนใจใน Ads เราด้วย ยกตัวอย่าง คนที่ชอบเข้าไปคลิ๊กAds อุปกรณกีฬา มักจะชอบเสริช์ค้นหาคำว่า รองเท้าวิ่งที่เหมาะกับใส่วิ่งหน้าฝน ทางกูเกิลก็สร้าง Keyword ใหม่ให้อัติโนมัติและนำ Keyword นั้นไปทดลองว่าจะเพิ่มกลุ่มลูกค้าที่สนใจเราขึ้นมั้ย


ทางหนุนนำเราเคยทำ Ads ให้ลูกค้าโดยใช้เทคนิค Custom Intent Audience ไปจับคนที่ ค้นหา Keyword เรา พบเรา แต่ไม่เลือกที่จะเข้าเว็บเรา โดยใช้ Google Display (Banner) และเลือกเฉพาะคนที่ไม่เข้าเว็บหรือไม่คลิ๊กเราได้ครับ โดยBanner นี้ไปปรากฏให้เห็นในขณะเขาเล่น Youtube

3. เฟซบุ๊คก็ไม่น้อยหน้าด้วยเทคนิค Website Custom Audience

ทาง Facebook ก็ไม่ยอมแพ้ครับ เราสามารถสร้างกลุ่ม Audinece โดยแมทช์เฉพาะคนที่เข้าเว็บไซต์เรา และคนที่เข้าเพจของเราบนเฟสบุ๊คได้ โดยเราสามารถทำ Database โดยขอข้อมูลของคนที่เป็นลูกค้า และนำข้อมูลนั้นอัพโหลดขึ้นไปสร้าง Audience เฉพาะของผู้คนบนเฟซบุ๊คด้วย เมื่อทางเฟสบุ๊คได้รับดาต้าของเรา มันก็จะทำหน้าที่ไปสร้างลูกค้าที่มีลักษณะคล้ายหรือน่าจะสนใจสินค้าและบริการของเราครับ


4. Facebook LookaLike Audience

นอกจาก Website Custom Audience แล้วก็ยังมี Lookalike Audience ของ Facebook อีกการสร้าง Audience แบบนี้ เราจำเป็นต้องใช้ Code ที่ทางฝั่งเฟสบุ๊คสร้างเอาไว้ เพื่อให้เราไปติดตั้งบนเว็บไซต์เราเรียกว่า Facebook’s Pixel ในบทความก่อนหน้านั้นผมเคยเราให้ฟังไว้บ้างแล้วครับ ลองกลับไปอ่านกันดู Facebook Pixel ตอน 1 ปัจจุบันผมเชื่อว่าเว็บไซต์ทางธุรกิจเกือบทั้งหมดมีการติดตั้งเจ้า Pixel กันหมดแล้วทำให้เราสามารถสร้าง Look a like Audience ได้ทันที


5. Smart Bidding ของกูเกิล Ads

สลับกันไปมาระหว่างทางเฟสบุ๊ค และทางกูเกิล ก็เพราะว่าทั้งสองค่ายเป็นช่องทางที่มีลูกค้าของเราอยู่เยอะที่สุดนะสิ โดยเฉพาะประเทศไทยเรา ปกติการลง Ads บนดิจิตอล Platflom จะมีการ Bidding กันหรือประมูลพื้นที่กันระหว่างธุรกิจที่ต้องการลงโฆษณา Keyword บางคำก็ Bidding กันโดยมีการแข่งขันกันสูง บางคำก็ไม่มีคู่แข่ง อย่างว่าครับ ใครเปิดธุรกิจที่มีคนขายเยอะก็จะลำบากหน่อย สู้ทำธุรกิจแบบไม่มีใครเหมือนดีกว่า เมื่ออดีตเรากำหนดราคาได้ทางเดียว และรอว่ามีคู่แข่งเยอะมั้ย และก็ถูกหักเงินค่าโฆษณาตามคลิ๊ก ปัจจุบันเราสามารถส่งข้อมูลค่า Conversion กลับไปให้ Machine Learning ของกูเกิลทำ Bidding เพื่อให้ Ads ฉลาดขึ้นครับ


6. Image Recognition

ด้วยความสามารถด้าน AI ทำให้ Marchant Platform Online ต่างๆทั้งกูเกิลและ Facebook ฉลาดขึ้น อัลกอริทึ่มที่อัพเดตอยู่ทุกวันส่งผลให้ ระบบรู้จักหน้าคนมากขึ้น รู้จักหน้าตาสินค้ามากขึ้น มีหลายเว็บไซต์ที่นำ Image Recognition มาใช้ ยกตัวอย่าง Taobao ของ Alibaba ลูกค้าสามารถถ่ายรูปสินค้าและระบบจะนำสินค้ามาแสดงผลพร้อมราคาได้ทันที ใน Lazada ทางฝั่งเราก็มีฟังค์ชั่นนี่แล้วครับ ลองหยิบมือถือแล้วเข้าไปเล่นที่เว็บไซต์ลาซาด้าหรือบนแอปกันดูได้เลยครับ


7. Voice Search

ปัจจุบันการมาถึงของอุปกรณ์ ผู้ช่วยดิจิตอล หรือที่เรียกว่า Assistant Gadget ในปีที่ผ่านมามียอดติดตั้งขาย สูงมากๆ และอุปกรณ์เหล่านี้ก็มีความสามารถที่เก่งขึ้น ฉลาดขึ้น เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่าง Google Home ที่มี Google Assistant เป็นหัวใจหลักที่อยู่ในเครื่องสามารถช่วยเหลือค้นหา จัดการตาราง และเป็นผู้ช่วยเราได้อย่างยอดเยี่ยม ในปัจจุบันผู้ใช้งานเริ่มสั่งให้ผู้ช่วยเหล่านี้เข้าไปค้นหาสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการโดยผ่านคำสั่งเสียง มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปรกติเรามักจะพิมพ์ใน Google Search เพื่อค้นหาคำตอบที่เราต้องการ เทรนด์ในปี 2020 นี้ธุรกิจเราก็จำเป็นที่ต้องรองรับการค้นหาด้วยเสียงกันด้วยครับ


8.Customer Service (ChatBot)

การนำ ChatBot หรือ AI เข้ามาช่วยปรับและดูแลลูกค้าเพื่อความรวดเร็ว ในปัจจุบัน ChatBot ต่างๆก็ค่อนข้างเก่งและ กลมกลืนมากขึ้น สิ่งที่สามารถเพิ่มประสบการณ์ของลูกค้าได้เลยก็คือ การส่งให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ต้องการจาก Chatbot เหล่านี้ อย่างการขอข้อมูลบางอย่าง ยกตัวอย่าง กิจการเราให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะการสั่งซื้อ คือให้ลูกค้าสอบถาม ระบบจะเชื่อมต่อหน้าบ้านเข้ากับหลังบ้านในการตรวจสอบข้อมูลตรงนี้ให้ทันที หรือ ระบบสอบถามคะแนนสะสม ตรงนี้เราสามารถเชื่อม Chatbot เข้ากับหลังบ้านเพื่อดึงข้อมูลให้ลูกค้าได้เลยเหมือนกัน จะทำให้ Chatbot ของเรากลายเป็นพลังใหม่ในการสร้างขับเคลื่อนสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า


9.Social Commerce

เราคงเคยเห็นการ Live สดขายสินค้าผ่าน Facebook กันแล้ว ใช่ครับประเทศไทยเรา พ่อค้าแม่ค้า นำเทรนด์นี้แซงประเทศอื่นๆเลย การที่ใช้ช่องทาง Social Media และการ Live ขายของนั้นเป็นที่นิยมเนื่องจากลูกค้า จับต้องได้จริงและรู้สึกถึงว่าธุรกิจนี้จับต้องได้ เนื่องจากมีเจ้าของ หรือทีมงาน ที่เป็นคนจริงๆไม่ใช่ระบบ ดังนั้น การขายผ่าน โซเชียลนี้ เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการมากขึ้นอีกด้วย และถ้าสินค้านั้น มีโปรโมชั่นพิเศษ หรือส่วนลดผ่านช่องทางนี้ ย่อมจะมีผู้สนใจกันเป็นจำนวนมาก เหมือนช่องทางที่เราเคนดูผ่านทีวีเมื่อในอดีตกันอย่างช่องบางช่อง แต่นี้คือ ลูกค้าสัมผัสได้โดยตรงผ่านมือถือ เป็นล้านๆเครื่องและแถบจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มกันเลย

นี้ก็คือทั้งหมดของ Digital Trend 2020 ที่ผมคิดว่าทุกๆธุรกิจ ควรจะต้องมีทั้งหมด หรือแนะนำให้ลองไปใช้กัน ใครมีคำถามก็สามารถสอบถามเข้ามาได้นะครับ ขอให้ปีนี้เป็นีที่ดี ของผู้ประกอบการทุกคน เป็นปีของความอดทน อดกลั้น ทำอย่างต่อเนื่อง เราจะผ่านมันไปด้วยกันครับ


3 views0 comments