• Num | Sahathust

มาอัพเดตความเป็นมาของ AI ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตกัน

หลายๆคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า AI หรือ Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์กันพอสมควร แต่ก็มีหลายคนที่รู้จักคำว่า AI ที่มีนิยามมาจากหนังไซไฟที่ตอนจบ AI จะทำลายมนุษย์โลก วันนี้หนุนนำก็เลยจะมาอัพเดตที่มากันว่าทำไมเทคโนโลยีทางด้านนี้ถึงได้ใกล้ตัวพวกเรากันมากเหลือเกิน


อัพเดต AI จากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต | noonnum.com

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพูดถึง Intelligence เราก็จะนึกถึงความสามารถในการ เก็บรวบรวมข้อมูล (Gathering) ,ประมวลผลข้อมูลนั้น (Processing Data) , นำข้อมูลที่ได้รับมาไปประยุกต์ใช้ (Applying Knowledge)


เราแบ่ง AI ออกมาตามระดับของความเก่งกาจ(Intelligence) ออกมาได้เป็น 3 ประเภท


แบบแรกเป็น AI ที่ปัจจุบันเราได้ใช้งานกัน โดย AI ประเภทนี้ได้เข้าไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของระบบ อยู่ในแอพ อยู่ในซอฟทแวร์ ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน เราสามารถเรียก AI ประเภทนี้ว่า Artificial Narrow Intelligence หรือ ANI เป็น AI ที่สามารถประมวลคำสั่งและทำงานเฉพาะอย่างที่แคบๆ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ยกตัวอย่างที่เรานำ ANI ไปใช้ ตัวกรองเมล์ขยะในอีเมล์ (Spam Filter) รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตนเอง (Self-Driving Car) โปรแกรมการแบ่งแยกเสียง(Speech Recognition) ปัจจุบัน ความสามารถ ANI มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม Chatbot ไว้ดูแลลูกค้า ความสามารถในการแต่งกลอน หรือ แม้กระทั่งสามารถแต่งหนังสือได้ทั้งเล่ม


แต่นักวิทยาศาสตร์ต้องการยกระดับความสามารถของ AI ให้สูงกว่านั้น หรือให้สูงกว่า ANI และนั้นก็คือที่มาของ AI แบบที่สองเราเรียกว่า Artificial General Intelligence (AGI) ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่มีความรู้ ความสามารถใกล้เคียงกับหรือเหมือนกับมนุษย์เรา (Human Level Intelligennce) เพื่อก่ีแก้ปัญหาที่ยากกว่า AI ประเภทนี้ สามารถค้นหาวิธีการแก้ปัญหาโดยไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์มาช่วยคิด หรือเป็น AI ที่ดำเนินการแก้ไขด้วยตัวเอง สิ่งที่ทำให้ AGI แตกต่างจาก ANI คือวิธีการจัดการกับข้อมูล ทำอย่างไรให้ AI คิดได้เหมือนมนุษย์ครับ

การจะคิดแก้ปัญหาหรือสมการที่มนุษย์ไม่เคยแก้ได้ หรือ หาวิธีการใหม่ โดยอาศัยข้อมูลและการทำงานจำนวนมหาศาลของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกัน เมื่อมนุษย์สามารถสร้าง AGI ที่สมบูรณ์ได้แล้ว หลังจากนั้นจะใช้เวลาเพียงระยะสั้นเท่านั้นที่เราจะสามารถสร้าง AI ตัวที่เหนือกว่ามนุษย์ทั้งปวงได้ ซึ่งเราเรียกว่า ASI ย่อมาจาก Artificial Super Intelligence การที่จะสร้าง ASI ได้นั้นเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ธรรมดา ต้องอาศัยปัจจัย ความเร็ว และความสามารถของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่เข้ามาช่วย นั้นคือ ความเร็วในการประมวลผล และที่เก็บมหาศาล และ อัลกอริทึ่มตัวใหม่ที่สามารถปรับตัวโค้ดให้เหมาะสมด้วยตัวเองได้ สิ่งที่ตามมาคือ การระเบิดความรู้โดยตัวเครื่องจักรเองเราเรียกว่า Intelligence Explosion ทำให้การคิดค้น ASI มาเร็วกว่าที่เราคิดเป็นอย่างมาก

ลองจินตนาการคอมพิวเตอร์ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เชื่อมต่อกับอินทรีย์วัตถุที่มันสามารถเปลี่ยนแปลงสสารของธาตุแต่ละตัวในอากาศ เพื่อสร้างสภาวะควบคุมบรรยากาศของโลกนี้ได้ นักวิทยาศาตร์คาดว่าเราจะสร้าง AGI ได้สมบูรณ์ประมาณปี 2050 หลังจากนั้นเพียงแค่ 5-10ปี เราคงจะได้ทำความรู้จักกับ เจ้า ASI อย่างแน่นอน และถึงจุดนั้นสิ่งที่มนุษย์กังวลก็จะเกิดขึ้นครับ

แล้วทำไมมนุษย์เราจำเป็นต้อง สร้างเครื่องมือทางเทคโนโลยีด้วย ผู้นำทางความคิดที่ให้ความเห็นอย่าง Dr.Yuval Noah Harari ในหนังสือเรื่อง Homodeus (คนสายพันธ์พระเจ้า) อธิบายว่า คนเราในอดีต เน้นแก้ปัญหา ความอดอยาก ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ และปัญหาสงคราม ซึ่งแก้ไขได้แล้วในปัจจุบัน และเรากำลังแก้ปัญหาใหม่ๆ อย่างปัญหาความขาดแคลนในบางพื้นที่ ปัญหาโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างโรคมะเร็ง หรือโรคความจำเสื่อม และปัญหาใหม่ทาง Cyber Warfare หรือ สงครามการโจมตีด้วยข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ นักวิทยาศาสตร์พยายามพัฒนาเทคโนโลยีโดย อาศัยความรู้ใหม่ๆที่เกิดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถทาง Biotech และ Infotech ที่พัฒนาไปได้เร็วมาก คงจะแก้ไขปัญหาในปัจจุบันได้เร็วๆนี้


แต่การแก้ไขปัญหาในอนาคตนั้น มาจากการที่นำเทคโนโลยีมาต่อยอดทั้งสิ้น ต่อยอดมาจากการที่มนุษย์ใช้เทคโนโลยีรักษาโรคร้ายได้ และเริ่มใช้เทคโนโลยีปรับให้ร่างกายของมนุษย์เองสามารถต่อต้านโรคร้ายได้ แล้วทำไมเราไม่นำเทคโนโลยีนั้น มาอัพเกรดความเป็นมนุษย์ของเราหล่ะ นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ จึงพยายาม แก้ปัญหาของอนาคตบางประเภทเช่น การโกงความตาย การทำให้มนุษย์มีอายุขัยเพิ่มขึ้น หรือการอัพเกรดร่างกายมนุษย์ เพื่อให้เป็นมนุษย์สายพันธ์ุใหม่ ฉลาดขึ้น แข็งแรงขึ้น มีความเป็นผู้นำมากขึ้น เป็นต้น AI จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของนักวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหาดังกล่าวครับ


ว้าววันนี้เรานำพากันไปไกลเลยครับ เอาไว้วันหลังหนุนนำจะนำข้อมูลเกี่ยวกับอนาคตมาให้เราได้ทราบและได้ตระหนักกันต่อ ในบทความต่อไป

7 views0 comments