• Num | Sahathust

Content Marketing EP5 : ปรับแต่งคอนเทนต์อย่างไร เพื่อให้โดนใจกูเกิล

Updated: Mar 29, 2020

ผมมักจะชอบยกตัวอย่างคำถามว่า คุณรู้หรือไม่ว่าร้านไอติมร้านไหน อร่อยที่สุด? ถ้าเป็นในอดีต หลายๆคนก็จะมีคำตอบแตกต่างกัน แต่ถ้าถามคำถามนี้ในปัจจุบัน ทุกคนก็จะตอบเป็นเสียงเดียวกันหรือมีคำตอบเดียว ร้านไอติมร้านที่อร่อยที่สุดก็คือ แทบจะทุกคนพิมพ์คำถามนี้และดูคำตอบบนกูเกิล และร้านที่เป็นอันดับหนึ่งบน Search Ranking นี้ก็จะกลายเป็นร้านไอติมที่อร่อยที่สุดไปโดยปริยาย ด้วยผลลัพธ์อันนี้ยิ่งทวีความรุนแรงในการแข่งขันความเป็นที่หนึ่งกันมากขึ้น การค้นหาด้วยการพิมพ์ในปัจจุบัน เดินหน้าต่อด้วยการค้นหา ด้วยตำแหน่งที่อยู่ของผู้ค้นหา การค้นหาด้วยเสียงเพื่อสอบถามในสมารท์โฟนของเรา ต่อไปเราของใช้อัลกอริทึ่มกูเกิลเพื่อช่วยตัดสินใจสิ่งที่เหมาะที่สุดแก่เราได้ดียิ่งกว่า ตัวเราหรือคนรักของเราอีก


Content Marketing EP5 : ปรับแต่งคอรเทนต์ให้โดนใจกูเกิล

แต่ในมุมกลับกันความสามารถทางการเป็นหนึ่งในเชิงธุรกิจเพื่อเข้าถึงความต้องการของลูกค้านั้น การเป็นอันดับหนึ่งบน Search Engine อย่างกูเกิลนี้เป็นหัวใจสำคัญ ที่จะได้รับการเข้าถึง การไว้วางใจ และมาตราฐาน สินค้าและบริการของกิจการ Content marketing นั้นหัวใจหลักก็คือ การทำคอนเทนต์ที่มีองค์ประกอบเพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจคอนเทนต์ได้โดยง่าย ไม่สับสน สามารถนำไปปฏิบัติได้ หรือ แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ทันทีเลย เมื่อลูกค้าชอบหรือถูกใจในตัวคอนเทนต์เหล่านั้น อัลกอริทึ่มอย่างกูเกิลก็จะมาเก็บและเข้ามาตรวจสอบว่าทำไม บทความเหล่านี้ถึงมีผู้เข้ามาให้ความสนใจมาก หัวข้ออะไร โครงสร้างบทความเป็นอย่างไร มีรูปภาพหรือวีดีโอประกอบแค่ไหน แบ่งเป็นหัวข้ออย่างไร มีจำนวนคำแต่หล่ะย่อหน้ากี่คำ กี่บรรทัด อัลกอริทึ่มเข้ามาเก็บรูปแบบของคอนเทนต์ที่หน้าสนใจแล้วตั้งเป็นกฏกติกาเลยว่า ถ้าเจอคอนเทนต์ลักษณะนี้อีกก็จะพยายามดึงบทความเหล่านั้น แสดงขึ้นเป็นอันดับต้นๆเพื่อให้ลูกค้าหรือคนที่มีปัญหาเข้ามาเลือกอ่านได้ง่าย


ในบทความนี้เราจะเน้นเทคนิคการเขียนคอนเทนต์โดยเฉพาะแบบ Blogging หรือการเขียนบทความที่ลงบนเว็บไซต์โดยเน้นให้เข้าตาอัลกอลิทึ่มของกูเกิลและ Search Engine ตัวอื่นๆ เรามาเริ่มกันเลยครับ


1. เริ่มจากสร้างความเกี่ยวข้องระหว่าง หัวข้อและเนื้อหาในบทความ

(Topical Relevance)


Search Engine ในปัจจุบันมีความฉลาดมาก ยกตัวอย่าง การค้นหาข้อความอย่าง หนังเรื่องอะไรที่มี ลูกบอลสีทอง ดังนั้นกูเกิลก็จะแสดงผลลัพธ์เป็น Harry Potter ตอนที่กำลังไล่จับลูกสีทอง(Golden Snitch) ทันที จะเห็นได้ว่าอัลกอริทึ่มของกูเกิลนั้นสามารถเชี่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกันมาแสดงผลได้เก่งขึ้นมากกว่าในอดีตขึ้นมาก เมื่อก่อนเรามักจะซีเรียสเรื่องการคิด Keyword ตัวใดตัวหนึ่งให้อยู่ในบทความของเรา ปัจจุบันเพียงแค่ใส่กลุ่มคึยเวิรด์ตัวใดตัวหนึ่งไม่พอครับ เราควรใส่ใจเรื่อง Topic หรือหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ Keyword เหล่านั้นให้มากขึ้น เรามาดูความแตกต่างของทั้งสองคำ


Keyword คือ คำหรือวลี ที่มีคนมักจะใช้กันในการค้นหาบนกูเกิล
Topic คือ กลุ่มของ Keywords ที่เกี่ยวข้อง

ความแตกต่างระหว่าง Keyword และ Topic | Noonnum

สามองค์ประกอบหลักในการสร้างความเกี่ยวข้องของบทความ

  • อย่างแรก - เราต้องตอบให้ได้ ก่อนว่า เราอยากให้บทความเราเป็นที่รู้จักในเรื่องใด การตั้งแคมป์ การวิ่งมาราธอน การแต่งตัว การทำการตลาดออนไลน์ หรือ แม้กระทั้ง อาหารน้องหมา เราควรตอบให้ได้ก่อนว่า เราต้องการเป็นใคร เล่าเรื่องอะไร ให้ผู้ฟังของเรา ยกตัวอย่าง noonnum.com นั้นเราเป็นผู้ช่วยในการทำการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจ ดังนั้น ทีมหนุนนำจึงเขียน เรื่องเล่าเกี่ยวกับคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง เป็นต้น


  • อย่างที่สอง - เมื่อเลือกหัวข้อที่จะสื่อสารให้ฟังได้แล้วเรา ก็มาเริ่มสร้างบทความมากมาย ให้เกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นๆ ยกตัวอย่าง ถ้าหัวข้อที่เราเลือกคือ อาหารหมา บทความที่เราจะเขียน ก็น่าจะเป็นเรื่อง สารอาหารที่สำคัญของอาหารน้องหมา , เราจะดูแลน้องหมาอย่างไรทำให้มันได้รับความสุขที่สุด, หรือบทความ สิ่งที่ควรทำโดยด่วน ถ้าน้องหมา เผลอกินช๊อคโกแลตเข้าไป เป็นต้น


  • อย่างที่สามที่สำคัญมาก นั้นคือการเชื่อมต่อบทความทั้งหมด เข้าด้วยกัน ข้อดีของการเขียน Blog นั้นคือ คุณสามารถสร้างลิงค์ เข้าไปในบทความได้เราเรียกว่า Internal Link หรือลิงค์ภายใน เราสามารถสร้างได้อย่างง่ยดาย เราควรสร้างไม่มาก ไม่น้อยเกินไป ขึ้นอยู่กับว่าลิงค์ภายในนี้จะช่วยให้ผู้อ่าน สามารถกระโดดไปอ่านบทความที่เกี่ยวข้องอื่นๆต่อไป ได้อย่างไร ยิ่งถ้ามีผู้อ่านคลิ๊กไปยังลิงค์ดังกล่าวมากเท่าไร กูเกิลก็จะคาดเดาได้ว่า บทความของเรามีความต่อเนื่อง และเกี่ยวข้องกัน ส่งผลให้คะแนนในกลุ่มบทความก็จะได้อันดับที่ดีขึ้นบน Search Engine ครับ


2. ทำความรู้จัก Featured Snippet

Featured Snippest คือ เป็นบทสรุปของคำตอบสำหรับข้อความค้นหาของผู้ใช้ ซึ่งจะปรากฏที่ด้านบนของผลการค้นหาของ Google มันถูกดึงมาจากหน้าเว็บและรวมถึงชื่อของหน้าและ ที่อยู่บนเว็บไซต์ การไปปรากฏที่ด้านบนของกูเกิลนี้หมายถึง ไม่ใช่ตำแหน่งอันดับหนึ่งหรือ อันดับสองธรรมดาแต่เป็น อันดับ 0 ที่อยู่บนสุด


Featured Snippet มีรูปแบบใดบ้าง

  • Paragraph Snippet เป็นแบบที่นิยมมากที่สุด ซึ่งคิดเป็นเกือบ 81.95% จากจำนวน Snippet ที่แสดงผลทั้งหมด นั้นมักจะเป็นบทความที่มีการเขียนแบบ ย่อหน้าบรรทัดที่สรุปใจความสำคัญของ คำหรือความหมาย คำเฉพาะๆนั้นๆ

  • Lists/Bulleted Snippet จะเป็นประเภทลิสต์เพื่อแสดงกลุ่มหรือลำดับที่สำคัญต่างๆ ( Bulleted หรือ เป็นแบบลำดับตัวเลข) แบบนี้มีประมาณ 10% มักจะมาใช้กับบทความที่มีรายละเอียด หรือ บทความประเภท How-to

  • Table Snippets แบบที่เหลือจะเป็นแบบช่องตาราง บางครั้งแสดงผลในรูปของตารางเพื่อให้ผู้อ่านสามารถเปรียบเทียบสิ่งที่แตกต่างกันได้ครับ แบบนี้ก็มีประมาณ 6-7% ที่กูเกิลนำไปแสดงผล



Google Featured Snippet | Noonnum.com
ตัวอย่างตำแหน่ง Google Featured Snippet | Noonum.com

ดังนั้น ถ้าเราต้องการให้บทความ ทำอันดับได้ดี หรือ ติดบนตำแหน่ง Featured Snippet นั้น บทความของเราก็ควรจะมี ย่อหน้าสรุปใจความสำคัญของคำเฉพาะเหล่านั้น อธิบายไว้ หรืออย่างน้อย บทความของเราก็ควรจะมีลิสต์เป็นลำดับ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจ หรือทำให้บทความอ่านง่ายขึ้นครับ


เทคนิคพิเศษ อัลอริทึ่มของกูเกิลรักไอเทมที่เป็นลิสต์หรือลำดับมาก ถ้าเพจหรือบทความไหนมีลิสต์เรียงลำดับ กูเกิลจะชอบเป็นพิเศษครับ

ข้อดีของการที่บทความเราติดในตำแหน่ง Featured Snippet

  • ทำให้ลูกค้าเจอเราได้ง่ายขึ้น และเนื้อหาของเราจะถูกกูเกิลนำไปแสดงผลบ่อยครั้งมากขึ้น

  • จะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง ถ้าผู้ใช้ทำการค้นหาด้วยเสียง

  • ทำให้เราจำเป็นต้องอัพเดตข้อมูลใหม่ๆในบทความที่เคยลงไปอย่างสม่ำเสมอ


วิธีการทำให้บทความมีโอกาส แสดงผลในตำแหน่ง Featured Snippet

1.สำรวจดูว่าบทความของเราอยู่ในลำดับที่เท่าไรบนเสริช์เอ็นจิ้นใน โดยเฉพาะ Topic ที่เราต้องการให้ติดอันดับ

2. สำรวจเพิ่มเติมดูว่าในบทความของเราที่ติดอันดับสูงสุด ประมาณ 5 บทความ มีบทความไหนบ้างที่ติดอันดับ ในตำแหน่ง Featured Snippet หรือไม่มีเลยก็ระบุลงมา ทั้งข้อหนึ่งและข้อสองอาจจะทำเป็นตาราง Excel อย่างง่าย หรือใช้ Google Spredsheet ทำบันทึกไว้เพื่อเป็นกลยุทธ์ของเราก็ได้ครับ



3. โครงสร้างของบทความเป็นสิ่งสำคัญ พยายามมีย่อหน้าสรุปคำหรือความหมาย ของคำเฉพาะหรือ Keyword ของเรา ยกตัวอย่างย่อหน้าดังนี้


Content Marketing คือ การทำตลาดออนไลน์ โดยเน้นการเล่าเรื่อง เขียนเนื้อหา เล่าประสบการณ์ ที่เป็นประโยชน์ที่น่าสนใจให้กับผู้อ่าน หรือเป็นเนื้อหาแบบสรุป จับใจความสำคัญมาให้ ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลย ทั้งนี้เนื้อหาที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อยกับธุรกิจที่จะทำการตลาด

ตัวอย่างด้านบน เป็นหนึ่งใน Snippest ที่ได้รับความนิยม เราเรียกว่า Paragraph Featured Snippet

และอีกแบบที่น่าสนใจก็คือ การทำแบบ Short-Lists หรือ แบบ Number Featured Snippet


4. ทำการเชื่อมต่อกับ Google ให้ส่ง Bot มาเช็คที่เว็บของเรา โดยผ่าน Google Search Console ครับ

5. ลำดับสุดท้ายคือ การหมั่นตรวจสอบตำแหน่ง Featured Snippet ทุกๆ เดือน และค่อยอัพเดตบทความของเราให้ทันสมัยอยู่เสมอครับ


ทั้งการสร้างให้บทความมีความเกี่ยวข้องกัน(Topical Relevance) และการปรับแต่งบทความให้กูเกิลนำไปแสดงผลที่บนตำแหน่ง Featured Snippet ทั้งสองวิธีส่งผลให้ลัพธ์ที่ดีต่อเว็บไซต์ของเราเป็นอยากมาก ลองนำไปใช้เพื่ออัพเดตในบทความกันครับ สำหรับ EP ต่อไปเราจะลุยกันต่อเพื่อให้เว็บไซต์ของเรากลายเป็นที่รักของกูเกิลมากขึ้น

หนุนนำ ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งบัดดี้ เราเป็นทีมที่เข้าไปช่วยทุกธุรกิจ ให้มีพื้นแนะนำตัวบนโลกออนไลน์ เราสร้างเว็บไซต์ พร้อมปรับแต่ง SEO ให้เป็นมาตราฐาน พร้อมทั้งเราทำการตลาดออนไลน์ รวมถึงรับดูแลโซเชียลเพจ ให้เข้าถึงลูกค้าตัวจริงของธุรกิจ สามารถติดเราได้ที่ลิงค์นี้ หรือ สอบถามผ่านทาง Line Official Account: @noonnum ครับ

17 views0 comments